หน้าหลัก > วีดีโอ > การหารายได้ การตั้งราคา และระบบการเก็บเงิน

การหารายได้ การตั้งราคา และระบบการเก็บเงิน

การหารายได้ การตั้งราคา และระบบการเก็บเงิน ธุรกิจไม่ได้เริ่มต้นที่คำว่าเงินเสมอไป Facebook เริ่มต้นจากความคิดดีๆ ที่ว่าทำอย่างไรจะให้เพื่อนๆ มารวมกันได้สะดวก กว่าจะเกิดรายได้ช้ามาก ทีแรก google ก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะหาเงินมาจากไหน รู้แต่ว่าจะทำโปรแกรมอะไรสักอย่างให้ค้นหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว เหลือเชื่อบางธุรกิจใช้เวลาเป็นสิบปีกว่าเงินจะเข้า แต่ก็ยังเดินหน้าต่อไป นั่นต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่า “ของเค้าดีจริง” และที่สุดมีคนต้องการมันแน่ๆ ถึงทนยื้อต่อไป แปลกไหม? ทุกวันนี้ลาซาด้ายังขาดทุนอยู่เพราะมีต้นทุนบริหารจัดการสูงมาก แต่เจ้าของตัวจริงอย่างอาลีบาบายังไม่ถอย ยอมขาดทุนก่อนเพื่อเก็บลูกค้า เพื่อผูกขาดตลาดให้ได้ เดี๋ยวกำไรจะตามมา อเมซอน.คอมใช้เวลานานมากกว่าจะมีกำไร เพราะช่วงเริ่มธุรกิจต้นทุนบริหารจัดการมากกว่ารายได้ แต่แนวคิดที่ว่าทนขาดทุนวันนี้เพื่อกำไรวันหน้าก็ขึ้นอยู่กับหน้าตักและสายป่านอยู่ดี เมื่อเราส่งมอบสินค้าแล้วลูกค้าจ่ายเงินอันนั้นเป็นพื้นฐาน แต่ระบบสมาชิกทำให้เราแบ่งจ่ายเป็นงวด สร้างแรงซื้อเพื่อเพิ่มยอดขายได้ ประยุกต์ได้ทั้งสินค้าและบริการ ไม่เว้นแม้แต่อาหารที่ให้จ่ายก่อนแล้วค่อยไปกินทีหลังอย่างธุรกิจส่งปิ่นโต โมเดลนี้ต้องเริ่มจากความน่าเชื่อถือ มีธุรกิจระบบสมาชิกจำนวนมากที่เจ๊งทั้งที่ลูกค้าเยอะ เพราะเอาเข้าจริงไม่สามารถให้บริการลูกค้าตามที่ตกลงไว้ได้ อีกอย่างธุรกิจที่รับเงินไปล่วงหน้ามักมีปัญหาบริหารเงิน เพราะคิดว่าเงินในมือเยอะ เนื่องจากยังไม่มีรายจ่าย บางธุรกิจต้องส่งมอบสินค้าและบริการก่อน บางธุรกิจเก็บล่วงหน้า ใช้ระบบสมาชิก เก็บรายได้บางส่วน เช่นการให้เช่า ระบบคราวด์ฟันดิ้งหรือการระดมทุนจากมวลชน สามารถเรียกเงินจากลูกค้าได้ก่อนจะมีสินค้าของจริงเกิดขึ้นด้วยซ้ำไป เหมือนเอาไอเดียไปขาย จูงใจให้ส่วนลดจากราคาเต็ม ซึ่งเจ้าของสินค้าต้องได้เงินขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการผลิต คือกำไรตั้งแต่ต้น หรือไม่ขาดทุน เว้นแต่จะเอาทุนตัวเองมาสมทบ การเก็บค่าลิขสิทธิ์เป็นทางออกของนักประดิษฐ์ ผู้คิดค้น นักประพันธ์ และอีกหลายอาชีพที่สร้างสินค้าและบริการขึ้นมาแต่ไม่ได้ลงมือทำธุรกิจเอง สามารถเก็บกินรายได้ ส่วนแบ่งจากคนที่ซื้อลิขสิทธิ์ไปได้ระยะหนึ่ง พวกธุรกิจเพื่อสังคมไม่ได้มีรายได้จากสินค้าและบริการโดยตรง เนื่องจากรับเงินบริจาค การจัดเก็บรายได้จึงขึ้นอยู่กับลูกค้าว่ายอมจ่ายแบบไหน เช่น เปลี่ยนหลอดประหยัดไฟให้ฟรี แต่ขอเงินจากค่าไฟที่ลดลงบางส่วน นี่เป็นแรงจูงใจให้ลูกค้า หรือเป็นเรื่องการอุดหนุนที่ภาครัฐใช้บ่อย เช่น อุดหนุนราคาสินค้าบางอย่างเพื่อช่วยเหลือประชาชน หรือเพื่อผลักดันโครงการของภาครัฐได้ง่ายขึ้น ส่วนเรื่องการตั้งราคานั้น ปกติเริ่มจากต้นทุนก่อนแล้วค่อยบวกกำไรเข้าไป รวมกันเป็นราคาขาย แต่บางธุรกิจเอาราคาขายเป็นตัวตั้ง แล้วค่อยวกกลับไปทำต้นุทน ซึ่งยาก เพราะสุดท้ายจะต้องเห็นส่วนต่างกำไรให้ได้ เช่น งานประมูลของทั้งภาครัฐและเอกชน อีกแบบคือดูราคาของคู่แข่งว่าขายเท่าไร แล้วก็ตั้งตามนั้น เป็นแบบที่ดีที่สุดสำหรับเริ่มต้น ถ้าสินค้าเหมือนกัน ตั้งในราคาที่ลูกค้ายอมจ่าย โดยหาทางทดสอบว่าลูกค้ายอมจ่ายไหม เช่น เปิดการขายล่วงหน้า แล้วตั้งราคาไว้ในใจ เริ่มขายล่วงหน้าโดยตั้งราคาแบบขั้นบันได เราจะรู้ว่าจุดไหนที่ลูกค้ายอมจ่ายมากที่สุด ตั้งตามลูกค้าว่าอยู่ในทาร์เก็ตใด หรือย่านไหน เช่น เปิดโรงแรมที่เกาะสมุยแหล่งท่องเที่ยวราคาแพง ถ้าตั้งราคาถูกก็เสียโอกาสไป ช่วงเวลาในการซื้อสินค้าและบริการก็มีผลต่อการตั้งราคา จ่ายก่อนราคาถูก จ่ายทีหลังยิ่งแพง เช่น เครื่องบิน โรงแรม วอล์คอินเข้าไปย่อมแพงกว่าจองออนไลน์เพราะแสดงถึง Want และ Need ของลูกค้า ต้องตั้งราคาโดยดูลูกค้า คุณค่า ช่องทางจัดจำหน่ายผสมผสานกัน ถ้าตั้งราคาไม่เป็นยิ่งทำยิ่งขาดทุน การเก็บเงิน สัมพันธ์กับการตั้งราคา จากจ่ายสดอย่างเดียวเพิ่มเป็นการผ่อนชำระ ธนาคารช่วยรับความเสี่ยง ผู้ขายได้เงินทันทีแม้สินค้าจะใช้เวลาผ่อนนาน เช่น การขายบ้านและรถยนต์ บางธุรกิจผู้ขายต้องเป็นฝ่ายหาเงินแบบช่วยจ่าย เช่น ราคาขายหนังสือพิมพ์ไม่มีทางครอบคลุมต้นทุนจึงต้องหาโฆษณาเพื่อมาสนับสนุน ค่าตั๋วคอนเสิร์ตอาจไม่พอค่าโปรดักชั่น ค่าตัวศิลปิน เพราะฉะนั้นจึงต้องหารายได้จากสปอนเซอร์อีกทาง การออกแบบระบบการเก็บเงินจึงต้องสัมพันธ์กับช่องทาง ยึดเรื่องความสะดวกของลูกค้าเป็นหลัก ลูกค้าอยากจ่ายแบบไหน เราต้องพร้อมรับ ทั้งเรื่องเทคโนโลยี ความเคยชิน หรือการเปิดช่องทางใหม่ๆ แค่สะดุดนิดเดียวลูกค้าอาจหลุดมือไปทันที โดย ดร.โดม อุดมธิปก ไพรเกษตร กรรมการผู้จัดการ Digital Business Consult ดำเนินรายการโดย กวีพันนธ์ มนตรีวงศ์